สสส.-IHPP Foundation “เปิดผลศึกษาภาระโรค ปี 65”

สสส.-IHPP Foundation “เปิดผลศึกษาภาระโรค ปี 65” ประกาศเดินหน้าสานพลังภาครัฐ-เอกชน-ประชาสังคม เร่งผลักดันนโยบาย “ฟื้นระบบสุขภาพ-ลดภาระงบประมาณ” ช่วยคนไทยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน อุดช่องว่าง ไทยสูญเสีย “ปีสุขภาพดี” พุ่ง 20 ล้านปี ภาวะน้ำหนักเกิน-โรคอ้วน คว้าอันดับ 1 ทำคนไทย 12.2% สุขภาพพัง ผู้ชายสูญเสียปีสุขภาพดีสูงกว่าผู้หญิง เหตุจากดื่มเหล้า-สูบบุหรี่หนัก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP Foundation) จัดประชุมวิชาการภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย ปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มองอนาคตสุขภาพคนไทยผ่านข้อมูลภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง” เพื่อสะท้อนข้อมูลสุขภาพคนไทย และนำเสนอแนวทางการลดการสูญเสียปีสุขภาวะจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับ IHPP Foundation พัฒนาโครงการเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาภาระโรคของประชากรในระดับประเทศ และส่งเสริมให้หน่วยงานด้านนโยบายสุขภาพนำข้อมูลไปใช้ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพทั้งการพัฒนานโยบาย สร้างองค์ความรู้ และสื่อสารสร้างความเข้าใจกับสังคม โดยรายงานผลการศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2565 พบว่า ไทยต้องสูญเสียปีสุขภาวะหรือปีสุขภาพดี 20 ล้านปีสุขภาวะ (DALYs) โดยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นสาเหตุหลักที่พรากปีสุขภาวะของคนไทยไปมากที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาคนไทยป่วยโรค NCDs จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานที่ไร้รอยต่อของภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม วิชาการ ท้องถิ่น และชุมชน ซึ่ง สสส. พร้อมเป็นแกนกลางในการสานพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คืนปีสุขภาวะที่แข็งแรง และสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

“สสส. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และนวัตกรรม จะเดินหน้าสานพลังภาคีเครือข่ายสุขภาพ เร่งพลิกโฉมมาตรการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดภาระโรคของประเทศอย่างเร่งด่วน เช่น ผลักดันการบังคับใช้มาตรการเชิงนโยบายเพื่อจัดการภาวะอ้วนและโรคเมตาบอลิกที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอันดับ 1 ควบคุมปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (CDoH) ยกระดับการแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคล สร้างต้นแบบนวัตกรรมสุขภาพในระดับพื้นที่ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพแบบมุ่งเป้าและยั่งยืนในระยะยาว” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นางสาวกุลธิดา ราษฎร์ศิริ ผู้แทนคณะวิจัย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ผลการศึกษาภาระโรคฯ พ.ศ. 2565 พบคนไทยสูญเสียปีสุขภาพดีจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็น 12.2% ของการสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด รองลงมา คือ โรคความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิกเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น บริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไป สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย ที่น่าสนใจยังพบอีกว่า ประชากรเพศชายสูญเสียปีสุขภาพดีสูงกว่าเพศหญิง เหตุจากการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่เพศหญิงจะสูญเสียปีสุขภาพดีจากการบริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไป และไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาระโรคของไทย สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนมาตรการดูแลคุณภาพชีวิตประชากรอย่างเป็นระบบ และเหมาะสมกับปัญหาทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทย 55% มีพฤติกรรมการออกแรงกายที่ไม่เพียงพอ หรือต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีคนไทยเพียง 17% ที่กินผักและผลไม้เพียงพอ จากพฤติกรรมดังกล่าว ส่งผลให้คนไทย 45% ต้องเผชิญกับภาวะน้ำหนักตัวเกิน อ้วน และไขมันในเลือดสูง หากไม่มีการทำงานสร้างเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในแต่ละพื้นที่ ในอนาคตไทยจะมีจำนวนคนป่วยจากโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตเพิ่มสูงมากขึ้น ซึ่งการป้องกันที่สำคัญ คือการส่งเสริมให้ประชาชนกินอาหารสุขภาพในปริมาณที่เหมาะสม และสนับสนุนให้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากสถิติการเข้ามารับบริการของประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง พบ 80% ของผู้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จัดสรรชดเชยให้กับกรณีกลุ่มโรค NCDs โดยปี 2568 พบว่า มีการชดเชยให้กับบริการกลุ่มโรค NCDs 150,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อรับมือภาระโรค NCDs ในปี 2570 สปสช. จึงกำหนดนโยบายสนับสนุนงบค่าบริการผู้ป่วยนอก การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค งบควบคุมรักษาโรคเรื้อรังให้กับหน่วยบริการปฐมภูมิที่มีศักยภาพ เพื่อเสริมให้ระบบบริการปฐมภูมิมีความเข้มแข็ง รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วย CRM (Cardio-Renal Metabolic) เพื่อคืนข้อมูลให้กับประชาชน และหน่วยบริการ โดยเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ผ่าน NHSO UC-Mee Sook และขยายไปยังกลุ่มโรค NCDs กลุ่มอื่นต่อไป

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรค NCDs หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายจะต้องเร่งดำเนินมาตรการที่สำคัญ 3 ด้าน 1.คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า 2.เพิ่มนโยบาย Nicotine-Free Generation 3.ส่งเสริมการดำเนินการตามพันธกรณีที่ให้สัตยาบันกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เช่น การปรับภาษียาสูบเป็นอัตราเดียว ปรับภาษียาเส้นให้ใกล้เคียงกับภาษีบุหรี่มวน เพื่อแก้ปัญหาการใช้ทดแทนบุหรี่มวน ห้ามใช้บุหรี่เมนทอล จะสามารถลดคนสูบได้ 230,000 คน ออกกฎหมายควบคุมการใช้สื่อโซเชียลในเด็ก และเร่งรัดสร้างแนวปฏิบัติป้องกันการแทรกแซงนโยบายสาธารณะจากอุตสาหกรรมยาสูบ ทั้งนี้ ขอเสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ผ่านความร่วมมือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพิ่มจำนวนโรงเรียนปลอดบุหรี่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าวว่า ในอนาคตการควบคุมแอลกอฮอล์จะมีความซับซ้อนมากขึ้น สาเหตุจากการตลาดดิจิทัลและการซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซ ทำให้การตรวจสอบอายุผู้ซื้อและเวลาจำหน่ายทำได้ยาก รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่อาจนำไปสู่การขยายวัน เวลา และสถานที่จำหน่าย ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนด้านสุขภาพในระยะยาว ไทยจึงควรใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ขับเคลื่อนนโยบาย 3 ด้าน 1.“ทันเกมสื่อ” ควบคุมโฆษณาแฝง ตราเสมือน อินฟลูเอนเซอร์ และการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะเนื้อหาที่เข้าถึงเด็กและเยาวชน 2.“คุมทุกทางซื้อ” กำกับอีคอมเมิร์ซและบริการส่งถึงบ้านให้ยืนยันอายุ ควบคุมเวลาขาย และตรวจสอบย้อนหลังได้ พร้อมกำหนดความรับผิดชอบร่วมของผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้จัดส่ง 3.“เศรษฐกิจไม่แลกสุขภาพ” กำหนดให้นโยบายขยายวัน เวลา หรือสถานที่ขาย ต้องประเมินรายได้ควบคู่กับต้นทุนจากอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย และการเสียชีวิต รวมทั้งทบทวนมาตรการหากพบว่าความสูญเสียสูงกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวสรุปในการประชุมวิชาการภาระโรค ว่า การแก้ปัญหาโรค NCDs ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการ 4 ลด 1.ลดการใช้ยาสูบ ขึ้นภาษีและราคายาสูบ บังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณา รณรงค์ให้ประชาชนรู้ถึงพิษภัยของยาสูบ และสนับสนุนการเลิกบุหรี่ระดับประชากร 2.ลดการใช้สุราในระดับที่เป็นอันตราย ขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาหรือจำกัดการโฆษณาผ่านสื่อ และออกกฎหมายจำกัดการเข้าถึงสินค้าแอลกอฮอล์ในร้านขายปลีก ผ่านการลดชั่วโมงขาย 3.ลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ปรับปรุงนโยบายว่าด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่ดีขึ้นต่อสุขภาพ กำหนดให้มีฉลากคำเตือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลโภชนาการ และขับเคลื่อนนโยบายที่ป้องกันเด็กจากผลทางลบของการตลาดของอาหารและเครื่องดื่ม 4.ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง รณรงค์อย่างต่อเนื่องในระดับประชากร ด้วยตัวอย่างที่ดีที่สุด เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เชื่อมกับกิจกรรมชุมชน และการทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

Must Read