“หมอเปรม” จี้หยุดการเมืองแทรกแซง “ภาษีบาป” หวั่นแก้กฎหมาย 4 ฉบับรวบอำนาจคุมเงิน กระทบงานป้องกันเหล้า-บุหรี่ระยะยาว ทำภาคประชาสังคมอ่อนแรง เตือนเยาวชนไทยเผชิญภัยบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง ชี้ไทยถูก WHO ยกเป็นต้นแบบการนำภาษีมาสร้างสุขภาพประชาชน
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไข พรบ.4 ฉบับ ประกอบด้วย ไทยพีบีเอส กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติว่า เป็นการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงการจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งกำหนดทิศทางการทำงานผ่านกลไกทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคประชาสังคมเป็นลูกโซ่ เมื่อความเป็นอิสระด้านงบประมาณลดลง ภาคประชาสังคมอาจต้องแก้ปัญหาและโครงการให้สอดคล้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าความต้องการของประชาชน
“โดยเฉพาะจุดแข็งของ สสส.ใช้งบฯรูปแบบภาษีบาป (earmarked tax) คือภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มจากธุรกิจเหล้าและบุหรี่โดยตรง ไม่ใช่ภาษีเรียกเก็บจากประชาชน ถือเป็นงบประมาณเฉพาะ มีจุดแข็งความเป็นอิสระ ทำให้สามารถสนับสนุนชุมชน นักวิชาการ และองค์กรประชาชนในการสร้างองค์ความรู้ แก้ปัญหาสุขภาพจากพื้นที่จริง และเสนอทางเลือกเชิงนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาเรื่องสุขภาพสำคัญ เช่น NCDs สุขภาพจิต เหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า อุบัติเหตุ และสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับผลกระทบขาดการทำงานเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่องเช่นกัน” นพ.เปรมศักดิ์
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่าผลกระทบระยะยาวทำให้ภาคประชาสังคมสูญเสียทั้งความเป็นอิสระ ขาดองค์ความรู้ และพลังต่อรอง รวมถึงลดความกล้าในการตรวจสอบ หรือเสนอข้อคิดเห็นต่อนโยบายรัฐ หากการเข้าถึงงบประมาณขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการเมืองมากกว่าหลักเกณฑ์ คุณภาพ จนเกิดวงจรงบประมาณผูกกับการเมือง และภาคประชาสังคมต้องพึ่งผู้มีอำนาจ ทำให้ความเป็นอิสระและศักยภาพลดลง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง สสส.ได้รับงบประมาณเท่าใด แต่คือนักการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทางการใช้งบและใช้หลักเกณฑ์ และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
“เมื่อกลุ่มผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามามีอิทธิพลต่อทิศทางการใช้งบประมาณโครงการ หรือมาตรการด้านสุขภาพ ของ สสส. ส่งผลให้การลดปัจจัยเสี่ยงและการรณรงค์ป้องกันโรคทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังระบาดหนักในกลุ่มเยาวชน รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อมาตรการควบคุมการโฆษณา การตลาด การเข้าถึงของเยาวชน หากมาตรการป้องกันถูกลดทอน และผลกระทบปลายทางต่อไป คือการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขโรคเจ็บป่วยโรคต่างๆ อุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพจิต และภาระต่อครอบครัวและสังคมโดยรวม”
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่าตลอดกว่า 20 ปี สสส.มีผลงานสำคัญมากมาย ทั้งด้านนโยบาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสร้างเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ ครอบคลุมการควบคุมยาสูบและลดการบริโภคแอลกอฮอล์ การรณรงค์ลดอุบัติเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงทางถนน การส่งเสริมการออกกำลังกาย การส่งเสริมอาหารสุขภาพ และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้และระบบข้อมูลสุขภาพ ที่สำคัญคือการสนับสนุนองค์กรชุมชน นักวิชาการ ท้องถิ่น และเครือข่ายประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพ ทำให้เรื่องสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงภารกิจของภาครัฐ แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนของสังคมสามารถร่วมขับเคลื่อนได้
“ความสำคัญของ สสส.จึงไม่ได้อยู่เพียงการทำแคมเปญรณรงค์ แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศการสร้างเสริมสุขภาพ” ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิชาการ ชุมชน และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน โดยผลงานของ สสส.ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion จาก WHO ในปี 2564 ยกย่อง สสส.ไทยเป็นต้นแบบการใช้งบประมาณเฉพาะมาขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังยืน ดังนั้นการรักษาความเป็นอิสระ ความต่อเนื่อง และระบบสนับสนุนภาคีของ สสส.จึงมีความสำคัญ” นพ.เปรมศักดิ์กล่าวย้ำ