อดัม มอสเซรี ซีอีโอของ Instagram ขึ้นให้การในศาลเพื่อปกป้องแพลตฟอร์ม ท่ามกลางการพิจารณาคดีสำคัญที่อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของบริษัทโซเชียลมีเดียต่อผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ตามรายงานของ NBC News
ในการพิจารณาคดีที่ลอสแอนเจลิส โมสเซรีโต้แย้งว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ “เสพติด” โดยเจตนา เขากล่าวต่อศาลว่า “ผมคิดว่าสำคัญที่จะต้องแยกความแตกต่างระหว่างการเสพติดในทางคลินิก กับการใช้งานที่เป็นปัญหา”
คดีนี้เริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วยการคัดเลือกคณะลูกขุน และถือเป็นคดีแรกในกลุ่มคดีรวมมากกว่า 1,600 คดี จากโจทก์กว่า 350 ครอบครัวและเขตการศึกษากว่า 250 แห่ง โจทก์กล่าวหาว่าบริษัทเจ้าของ Instagram, YouTube, TikTok และ Snap ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเสพติดและส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้อายุน้อย
คดีที่อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์อุตสาหกรรม
ในอดีต แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้รับความคุ้มครองจากมาตรา 230 ของกฎหมายการสื่อสารสหรัฐ ซึ่งระบุว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้โพสต์ อย่างไรก็ตาม คดีนี้มุ่งเน้นไปที่การออกแบบผลิตภัณฑ์และอัลกอริทึม มากกว่าประเด็นเนื้อหา
คดีนำร่องนี้มุ่งไปที่หญิงสาววัย 20 ปีที่ถูกระบุในศาลด้วยชื่อย่อ K.G.M. ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในช่วงเหตุการณ์ที่ระบุในคำฟ้อง เธออ้างว่าการใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุยังน้อยนำไปสู่ภาวะเสพติดและทำให้ปัญหาสุขภาพจิตของเธอแย่ลง โดยกล่าวหาว่าบริษัทต่างๆ ตั้งใจออกแบบแพลตฟอร์มให้ดึงดูดเด็กเพื่อผลกำไร
เมื่อถูกซักถามโดยทนายฝ่ายโจทก์ โมสเซรียอมรับว่าการใช้ Instagram อาจกลายเป็น “ปัญหา” ได้ หากผู้ใช้ใช้เวลามากเกินไป เขากล่าวว่า “มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ใช่ ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่จะใช้ Instagram มากกว่าที่คุณคิดว่ามันเป็นประโยชน์” พร้อมย้ำหลายครั้งว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์
แม้ Instagram จะมีแรงจูงใจทางธุรกิจในการดึงดูดผู้ใช้ให้มากที่สุด โมสเซรีระบุว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียสามารถทำได้หลายรูปแบบ รวมถึงการทำให้แพลตฟอร์มมีความปลอดภัยมากขึ้น
“ผมเชื่อว่าการปกป้องผู้เยาว์ในระยะยาวเป็นสิ่งที่ดีต่อผลกำไรและธุรกิจ” โมสเซรีกล่าว
คดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากผลการตัดสินอาจกำหนดทิศทางใหม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์และผลกระทบต่อผู้ใช้รุ่นเยาว์ ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดียในอนาคต