DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ “ปรุงสุข” ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่
เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม “Top 30” และ “5 จานเด่น” สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน
ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล “5 จานเด่น” ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic
สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง
พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ
นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ “อาหารเป็นยา” พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด
ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต
“อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef’s Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
“ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef’s Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ”
จากวิกฤตถังเก็บน้ำสู่แบรนด์ ‘น้ำพริกแม่ราณี’
ผลผลิตจาก AI และหลักสูตรปรุงสุขรุ่น 1
ควบคู่ไปกับการแข่งขันทำอาหาร บริเวณรอบมหาวิทยาลัยยังเต็มไปด้วยความคึกคักจากการเปิดโซน “DPU ปรุงสุข MARKETPLACE” ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เดินช็อป ชม และชิม ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรมาเพื่อสุขภาพตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 อาคาร 7 หน้าห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ หน้าห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ และหน้าศูนย์เรียนรู้และหอสมุด
โดย “คุณป็อบ-กฤษดา สุขแสงดาว” ศิษย์เก่ารุ่น 1 กลุ่มแดงไลโคปีน และเจ้าของแบรนด์ “น้ำพริกแม่ราณี” ได้นำสินค้ามาร่วมออกร้านเปิดตัวแบรนด์แทนการเข้าประกวดทำอาหาร โดยบอกเล่าประสบการณ์เดิมที่เคยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับถังเก็บน้ำมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจเดิมต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 จนประสบปัญหาจนต้องปิดตัวลง
“ก่อนหน้าผมประกอบธุรกิจถังเก็บน้ำซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร แต่ในช่วงวิกฤตโควิดธุรกิจเดิมประสบปัญหาจนต้องปิดตัวลง จึงตัดสินใจเข้ามาเรียนที่นี่เพราะต้องการความรู้ด้านสุขภาพ และได้รับไอเดียในการทำผลิตภัณฑ์อาหารที่ช่วยให้ผู้บริโภคทานผักและใยอาหารได้ง่ายขึ้นจนเกิดเป็นแบรนด์แม่ราณี”
นอกจากแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนสายอาชีพ องค์ความรู้ด้านโภชนาการจากหลักสูตรยังถูกนำมาใช้ฉีกกฎน้ำพริกในท้องตลาดที่มักจะมีรสหวานนำ ให้กลายเป็นสูตรสุขภาพที่เน้นรสชาติกลมกล่อมและควบคุมปริมาณน้ำตาลสูงสุดไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตระดับโรงงานที่มี อย. และระบบปิดผนึกที่ทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความสะอาดให้กับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน
“ผลิตภัณฑ์น้ำพริกของผมแตกต่างจากท้องตลาดตรงที่สูตรจะไม่หวานนำ โดยมีปริมาณน้ำตาลสูงสุดเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ผมให้ความสำคัญกับการผลิตผ่านโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน อย. และมีระบบการปิดผนึกที่ทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในเรื่องความสะอาดและอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าการผลิตเองทั่วไป” คุณกฤษดา อธิบาย
ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนที่ DPU ยังทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสเทคโนโลยีมาก่อน กล้าเปิดใจนำ AI เข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจ ทั้งการใช้ ChatGPT เป็นผู้ช่วยค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับคุณค่าสารอาหาร วิตามิน และลักษณะของโรคต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการใช้ตั้งต้นไอเดียดีไซน์โลโก้และสติกเกอร์ฉลากสินค้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการออกแบบ และทำให้การทำงานร่วมกับทีมนักออกแบบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“ผมภูมิใจกับโลโก้และสติกเกอร์มาก เพราะเริ่มต้นจากการนำ AI มาช่วยต่อยอดไอเดียที่ได้เรียนมา ช่วยเซฟเวลาลองผิดลองถูก แล้วโปรแกรมก็ละเอียดมากช่วยร่างจัดวางตัวอักษรบนฉลากได้เป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้เราเห็นภาพชัดก่อนเอาไปพัฒนาต่อ นอกจากนี้โครงการนี้ยังเปลี่ยนผม จากเด็กหลังห้องให้กลายเป็นคนที่มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี มีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดนี้กลับไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพของคนใกล้ตัวได้ดีเยี่ยม”
อย่างไรก็ตาม ในด้านกลยุทธ์การขาย คุณกฤษดาเลือกที่จะไม่ทำเพจออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาระค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและการตัดราคา แต่เน้นการเป็นผู้ค้าส่งไปยังร้านค้าเล็กในชุมชนแทนเพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อกูลกัน นอกจากนี้ยังทิ้งท้ายด้วยว่า “การเรียนที่ DPU ทำให้ได้ทั้งมิตรภาพและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล” ซึ่งวัดได้จากสินค้าล็อตล่าสุดที่นำมาออกร้านมียอดสั่งซื้อจนมีสินค้าเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งได้อย่างจริงแท้
‘โรลอกไก่ผสมธัญพืชและผัก’
นวัตกรรมทดแทนอกไก่ปั่นขวด จากเวทีปรุงสุข รุ่น 3
ขณะที่ “คุณนัท-ธนิดา นิกรมาลากุล” หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันโครงการปรุงสุขทีม Wellness Cuisine ซึ่งได้เข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 3 กลุ่มเขียวคลอโรฟิลล์ และผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัล Top 30 พร้อมกับสิทธิ์ตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ ‘Cook Book’ ของโครงการ บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจในการรังสรรค์เมนูสุขภาพจานเด่นนี้ว่า ทีมงานได้ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามองค์ความรู้ด้านอาหารสุขภาพทั้งหมดที่ได้เข้ารับการอบรมจากโครงการ ภายใต้ Concept อาหารสุขภาพที่ไม่ได้ดูแลแค่ร่างกาย แต่ยังดูแลความรู้สึกและจิตใจของคุณ ด้วยเมนูหลักที่เน้นโปรตีนนำจากการผ่านกระบวนการบดและอบโดยเลือกใช้เนื้ออกไก่จริง 100% ผสมผสานเข้ากับมันม่วง ธัญพืชและผักหลากชนิด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของอาหารสุขภาพที่รับประทานง่าย ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลของอกไก่อบตัดกับแผ่นอกไก่อบแห้งกรุบกรอบอย่างลงตัว ที่อาจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและทดแทนอาหารเสริมโปรตีนทั่วไปประเภทอกไก่ปั่นแบบขวดที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายนักกีฬานิยมดื่มในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป ซึ่งในช่วงระยะหลังมักพบปัญหาตกฉลาก หรือการแสดงข้อมูลไม่ตรงกับฉลากสินค้าได้เป็นอย่างดี
“ปัจจุบันผู้รักสุขภาพเริ่มกังวลกับปัญหาการแสดงข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์อกไก่ปั่นแบบขวดที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง ประกอบกับภาพลักษณ์ของอาหารสุขภาพในมุมมองคนทั่วไปมักถูกจำกัดว่าไม่อร่อย แต่ข้อเท็จจริงคือการทำอาหารที่ดีต้องประกอบด้วยสารอาหารและโภชนาการที่แข็งแรงควบคู่ไปกับรสชาติที่มีความนัวหรืออูมามิ เมนูโรลอกไก่อบสูตรนี้จึงถูกพัฒนาให้คุณค่าทางโภชนาการสูงและครบด้านพร้อมรับประทานง่าย มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลและมีความกรุบกรอบของอกไก่อบกรอบที่ลงตัว เสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดฟักทองสูตรพิเศษที่ผสมกรีกโยเกิร์ต น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาว จนได้รสชาติเปรี้ยวหวานที่กลมกล่อมลงตัว” คุณธนิดา อธิบาย
นอกจากมิติขององค์ประกอบและรสชาติแล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการว่ามีโอกาสและความเหมาะสม สำหรับการต่อยอดขยายตลาดเข้าสู่ช่องทางร้านสะดวกซื้อชั้นนำได้ เพราะมีองค์ประกอบสารอาหารที่สมบูรณ์ทานง่ายพร้อมครบคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่รสชาติกลมกล่อมและราคาแข่งขันได้ ซึ่งหลังจากนี้อาจมีการพูดคุยกันในทีมเพื่อต่อยอดขยายผลตามคำแนะนำต่อไป
“สำหรับโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจจากโครงการนี้ให้ความรู้ที่หลากหลายและครบด้านเป็นอย่างมาก อาจจะนำไปต่อยอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับตลาดอาหารแมวและสุนัขที่มีคุณภาพสูงก็มีความเป็นไปได้ โดยปัจจุบันมีเพื่อนในทีมทำอยู่แต่เป็นลักษณะ Homemade เนื่องจาก Lifestyle เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากในปัจจุบันเน้นให้ความสำคัญกับคุณค่าโภชนาการเป็นอย่างมาก การได้เรียนรู้ที่นี่จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้มองเห็นโอกาสและทางเลือกใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมธุรกิจอาหารสุขภาพ ส่งผลให้ผู้เข้ารับการอบรมในโครงการจะไม่หยุดนิ่งเพียงแค่การทำอาหารทานเองเท่านั้น” คุณธนิดา เปิดใจ
พร้อมกันนี้ คุณธนิดายังได้แสดงความชื่นชมและบอกเล่าถึงมิตรภาพความอบอุ่นที่มีต่อคณาจารย์ ทีมงานผู้จัด และผู้เข้าร่วมโครงการอบรมทั้งหมด โดยระบุว่า โครงการปรุงสุขเป็นหลักสูตรที่ดีมาก มีการจัดแนวทางการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบอย่างครบด้านทั้ง Online และ Onsite ตลอดจนมีเทคนิคการหาข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงมีช่วงการแชร์ประสบการณ์จากแขกรับเชิญพิเศษ ทั้งเชฟ เจ้าของธุรกิจอาหารสุขภาพ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ
ขณะเดียวกัน ในภาคปฏิบัติบนเวทีการแข่งขันปรุงอาหารสุขภาพ ยังทำให้ผู้เรียนได้รับองค์ความรู้ด้านโภชนาการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานรอบด้าน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีแห่งโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจอาหารร่วมกับเครือข่ายเพื่อนในโครงการ ควบคู่ไปกับการเป็นโครงการที่มี Society และ Environment ในการเรียนรู้ที่ดีอย่างยิ่ง ไปจนถึงสามารถนำความรู้กลับไปปรับใช้เพื่อดูแลสุขภาพของคนใกล้ตัวได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน
“โครงการนี้ดีมาก ให้ความรู้หลากหลายครบด้านของการทำธุรกิจด้านอาหารสุขภาพ และพร้อมก่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจอาหารได้จริง แต่อยากให้โครงการเพิ่มความหลากหลายในแต่ละมิติขององค์ความรู้เพื่อรองรับวิวัฒนาการด้านอาหารสุขภาพในอนาคต โดยยกระดับความพิถีพิถันขององค์ประกอบความรู้ด้านต่าง ๆ ให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในอนาคต เนื่องจากการเติมเต็มรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพของการเติบโตและเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมและผู้จัดได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” คุณธนิดา ทิ้งท้าย